|
สะบายดีปีใหม่ค่ะ
(สวัสดีค่ะ) สงกรานต์ที่ผ่านมาไปไหนกันมาบ้างคะ WAC GUARD GIRL ไปเที่ยวลาวมาสนุกมากเลยค่ะ
ไป 6 วัน 5 คืน วันนี้เลยขอนอกเรื่องพาท่านผู้อ่านไปเที่ยวลาวสักหน่อย
เผื่อในอนาคตใครอยากจะไปบ้างจะได้มีข้อมูลเตรียมไว้ค่ะ
หลังจากที่พวกเรารวบรวมสมัครพรรคพวกได้ครบ
8 คน อันประกอบด้วย ฝา, บี. พี่ทิพย์, พี่แอ้, พี่แมว, วรรณ, องุ่น และ
WAC GUARD GIRL ซึ่งในจำนวนนี้เป็นเพื่อนใหม่ซะ 6 คน ส่วน WAC GUARD
GIRL รู้จักแค่ฝาคนเดียว แต่ไม่เป็นไรค่ะ เป็นประสบการณ์ที่ดี ได้มีเพื่อนใหม่เพิ่มอีกตั้ง
6 คนแน่ะ
การเดินทางในครั้งนี้เริ่มต้นในคืนวันจันทร์ที่
10 หลังจากฟันฝ่าฝูงคนอันเนืองแน่นที่ท่ารถ ในที่สุดพวกเราก็ได้ขึ้นรถทั่วร์กันจนได้
แม้จะทุลักทุเลไปสักหน่อย เวลาผ่านไปเกือบ 10 ชั่วโมง พวกเราก็มาถึงหนองคาย
กว่าจะมาถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองลาวและทำเรื่องกันเรียบร้อยก็ปาเข้าไปเกือบ
10 โมงเช้า เดี๋ยวนี้การไปลาวถ้าไปแบบใช้พาสปอร์ต ไม่ต้องใช้วีซ่าและอยู่ได้
30 วัน แต่ถ้าใช้เป็นบัตรผ่านแดนเฉยๆจะอยู่ได้แค่ 3 วัน 2 คืน และไปไกลมากไม่ได้ค่ะ
หลังจากได้เหยียบแผ่นดินลาวอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว
พวกเราก็ได้พบกับกี้ เพื่อนชาวเวียงจันทร์ของฝา (ซึ่งอำนวยความสะดวกให้พวกเราเป็นอย่างมากในทริปนี้)
และพี่สมหวัง(นายตำรวจที่มาช่วยขับรถให้เพราะคนขับรถที่หามาก่อนหน้านี้กลับมาไม่ทัน)
พี่สมหวังได้พาเราเข้าพักในโรงแรมแห่งหนึ่ง แล้วจึงพาพวกเราตะเวนท่องเที่ยวเวียงจันทร์
โดยเริ่มจากวัดพระธาตุหลวงก่อน แม้แดดจะแรงสักหน่อยแต่พวกเราก็ไม่ย่อท้อ
ตระเวนดูซะทั่ววัด วัดนี้มีจุดเด่นอยู่ที่พระปรางค์สีทองทั้งองค์ มองไกลๆสีทองของพระปรางค์ตัดกับท้องฟ้าสีฟ้าใส
ดูแล้วสวยงามประทับใจ ภายในมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่โดยรอบ, มีวัตถุโบราณ
และมีการจัดนิทรรศการภาพเขียนของศิลปินต่างๆ แต่เขาบอกว่า "ห้ามถ่ายรูปโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ
ขอขอบใจ" พวกเราจึงอดเก็บภาพภายในมาฝากกัน ต่อมาพวกเราก็เคลื่อนขบวนไปที่วัดสีเมืองค่ะ
วัดที่ใครๆก็บอกกันว่าศักดิ์สิทธิ์ ขออะไรก็ได้ดังหวัง แต่การจะดูว่าสิ่งที่ขอจะสำเร็จหรือไม่
ต้องยกพระก่อนนะ ถ้ายกพระเกินหัวไหล่ขึ้นไป 3 ครั้ง แสดงว่าคำอธิษฐานมีโอกาสเป็นจริงสูงที่เดียวค่ะ
หลังจากทำบุญเอาฤกษ์เอาชัยในวันแรกที่มาถึง และทำการยกพระกันแล้ว (ยกได้บ้างไม่ได้บ้าง)
พี่สมหวังก็พาเราไปที่หอพระแก้วค่ะ หอพระแก้วคือสถานที่ที่เคยเป็นที่ประดิษฐานของพระแก้วมรกต
พระคู่บ้านคู่เมืองเรานั่นเอง หอพระแก้วทำจากไม้สักแกะสลักทั้งหลัง ฐานเป็นปูน
มีพระพุทธรูปประดิษฐานตั้งอยู่โดยรอบ แม้จะดูเก่าไปบ้าง แต่ก็คงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมลาวที่มีเสน่ห์
ละเอียดอ่อน สวยงาม น่าเลื่อมใส อีกทั้งทางการลาวก็มีการดูแลรักษาความสะอาดเป็นอย่างดี
เป็นที่ประทับใจของทุกคนที่พบเห็น |
|
|
ประตูชัย
|
|
สำหรับที่เวียงจันทร์ไฮไลท์ที่ขาดไม่ได้
ถ้าไม่ได้ไปเหมือนไปไม่ถึงเวียงจันทร์ นั่นคือประตูชัย ประตูชัยนี้เป็นสถาปัตยกรรมแบบฝรั่งเศส
ที่ผสมผสานศิลปะของลาวได้อย่างลงตัว ภายในเป็นศิลปะแบบลาว รอบข้างเป็นสวนหย่อม,
น้ำพุและลานกิจกรรม เอาไว้สำหรับเป็นที่ออกกำลัง พบปะสังสรรค์ และพักผ่อนหย่อนใจของชาวเวียงจันทร์
เวลากลางคืนบริเวณนี้จะมีการประดับไฟอย่างสวยงามค่ะ |
|
|
| |
|
|
|
|
|
วันที่
2 ของการมาลาว พวกเราจะเดินทางไปวังเวียงค่ะ แต่กองทัพต้องเดินด้วยท้อง
พวกเราจึงขอให้พี่สมหวังพาไปกินอาหารพื้นเมือง พี่สมหวังก็ใจดีจัดให้
อาหารเช้าของเราวันนี้จึงมีข้าวจี่ยัดไส้และข้าวเกรียบปากหม้อค่ะ ข้าวจี่ยัดไส้คือขนมปังฝรั่งเศสชิ้นยักษ์ผ่ากลางแล้วใส่ไส้ที่เป็นหมูยอ,
หมูหยอง, แตงกวา และผักต่างๆ ราดด้วยน้ำจิ้มรสเด็ด 1 ชุด แบ่งกินได้
4 คนเลยทีเดียว ส่วนข้าวเกรียบปากหม้อ ก็จะคล้ายๆกับข้าวเกรียบปากหม้อบ้านเราแต่ใส้จะเป็นหมูยอ,
หมูสับและผัก ดูแล้วคล้ายๆปอเปี๊ยะสดญวนค่ะ กินกับน้ำจิ้มรสออกเค็มหวาน
อร่อยดีค่ะ อาหารที่ลาวจะเน้นผักเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะกินอะไรจะต้องมีผักเป็นเครื่องเคียงเสมอ
อีกทั้งอาหารก็ไม่ได้รสจัดอย่างที่คิด และไม่ค่อยมีอาหารมันเท่าไร เราจึงไม่ค่อยเห็นคนลาวอ้วนกันเลยค่ะ
หลังจากกินอิ่มแล้วก็เริ่มเดินทางไปวังเวียง
ระยะทางไม่ไกลเท่าไร ประมาณ 100 กว่ากิโลได้มั๊ง (ขอโทษทีจำตัวเลขไม่ได้จริงๆ)
แต่ต้องใช้เวลาเดินทางถึง 3 ชั่วโมง เพราะทางไม่ค่อยดีค่ะ กว่าจะถึงก็บ่ายแล้ว
พวกเราเข้าเช็คอินที่วังเวียงรีสอร์ท จัดว่าเป็นรีสอร์ทที่บรรยากาศดีมาก
อยู่ติดแม่น้ำ ต้นไม้ร่มครึ้ม อากาศดี ที่สำคัญอยู่ใกล้กับถ้ำลมและถ้ำจัง
สถานที่เที่ยวยอดฮิตของวังเวียงค่ะ ถ้ำลมอยู่บนเขาสูง แต่ก็ไม่เกินความสามารถของพวกเราที่พยายามเดินขึ้นไปจนเหงื่อแตก
พอขึ้นไปถึงเหงื่อก็แห้งเลยนั่นเป็นเพราะอากาศข้างในอากาศเย็นมาก(เหมือนติดแอร์เลย
จริงๆไม่โม้) ภายในถ้ำ มีหินงอกหินย้อยสวยงาม ทางการก็ทำทางเดินให้เดินได้สะดวก
มีช่องเล็กช่องน้อยมากมาย หลังจากที่สาวงามทั้ง 8 เดินเข้าช่องนั้นออกช่องนี้
ถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน พวกเราก็ลงมาที่ถ้ำจัง ถ้ำจังนี้ไม่สูงนัก แต่จุดเด่นอยู่ที่ด้านล่างจะมีเป็นธารน้ำเล็กๆไหลออกมาเป็นแอ่ง
น้ำเย็นเฉียบสีเขียวอมฟ้าสดใส น้ำใสมากจนเห็นพื้นด้านล่างเลยทีเดียว
ใครก็ตามที่พบเห็นต่างก็อดใจไม่ไหวต้องลงไปเล่นน้ำแทบทุกราย
วันถัดมา เราเดินทางไปที่หลวงพระบาง คราวนี้มีกี้และนู้(แฟนของกี้)มาร่วมขบวนด้วย
เพราะพี่สมหวังไม่ว่าง พวกเราเริ่มเดินทางกันแต่เช้า จริงๆแล้วระยะทางก็ไม่ไกลประมาณ
200 กิโล (ถ้าจำไม่ผิดนะ) แต่ว่าต้องเดินทางถึง 5 ชั่วโมงทีเดียว เพราะเส้นทางเป็นภูเขาตลอด
หลังจากเดินทางข้ามเขาแบบมาราธอนแล้ว พวกเราก็มาถึงหลวงพระบางจนได้ กว่าจะถึงก็บ่ายมากแล้ว
ที่แรกที่กี้พาไปคือวัดเชียงทอง วัดนี้หลายท่านอาจจะคุ้นตากับภาพในโปสการ์ด
เพราะเป็นสถานที่ยอดฮิตที่ใครมาหลวงพระบางก็ต้องมาที่นี่ ในบริเวณวัดมีอารามหลายหลังสีทองอร่าม
มีทั้งวัตถุโบราณและพระพุทธรูปเก่าแก่มากมาย นอกจากวัดเชียงทองแล้ว ก็มีวัดหลวง
วรวิหารที่นักท่องเที่ยวนิยมไป และวัดพระธาตุพูสีที่บนยอดเป็นจุดชมเมือง
เป็นที่สังเกตว่าที่นี่วัดจะอยู่ติดๆกันมาก รูปแบบก็เป็นทรงเดียวกันคือหลังคาจะโค้งนิดหน่อย
วัดโดยทั่วไปจะมีการดูแลอย่างดี สะอาดสะอ้าน แม้สีของอารามจะลอกบ้างแต่ก็ยังดูสวยมีเสน่ห์อยู่
ผู้คนก็ยังคงรักษาศิลปวัฒนธรรมของชาติตนเองอย่างดี จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไม
หลวงพระบางจึงได้เป็นเมืองมรดกโลก
นอกจากวัดแล้วก็มีหอพิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบาง ภายในมีวัด, พิพิธภัณฑ์
และโรงละครพระลักษณ์-พระราม แต่เดิมเป็นพระราชวังของกษัตริย์ (เรียกว่าเจ้าชีวิต)
ก่อนมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้,
เครื่องทรง, ที่นอน, เครื่องใช้สารพัดของพระมหากษัตริย์และมเหสี การตกแต่งภายในเป็นเรื่องของวิถีชีวิตของคนลาวที่ผูกพันกับแม่น้ำโขง
เป็นภาพประดับกระจก สวยงามมาก
งานสงกรานต์ของที่นี่เล่นกันอย่างเรียบร้อย ผู้คนเล่นสาดน้ำกันอย่างสนุกสาน
แต่ไม่โหดเหมือนบ้านเรา ประเภทสาดน้ำแข็งหรือผู้หญิงนุ่งน้อยห่มน้อยมาสาดน้ำ
ไม่มีเลย ถึงแม้ทางการจะไม่ได้สั่งห้ามก็ตาม พวกที่ดูเฮี้ยวๆบ้างก็มีชาวต่างชาติเป็นส่วนใหญ่
วัยรุ่นลาวก็มีแต่ก็ไม่มากนัก การแต่งตัวของคนที่นี่ก็ยังคงนุ่งซิ่นอยู่เป็นส่วนใหญ่
วัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ก็มีนุ่งยีนหรือกางเกงบ้าง แต่เวลาทำงานไม่ว่าจะเอกชนหรือราชการก็ยังคงนุ่งซิ่นอยู่ดี
เด็กไปโรงเรียนก็นุ่งซิ่นเหมือนกัน ดูน่ารักดี แม้กระทั่งเวลาทำบุญทีวัด
ผู้หญิงไม่ว่าจะเด็กจะแก่จะพร้อมใจกันนุ่งซิ่นและแต่งตัวอย่างสวยงาม
|
|
|
|
|
|
|
|
|
หนึ่งในนางสงกรานต์

นางสงกรานต์เด็ก

ตักบาตรข้าวเหนียว

บรรยากาศในร้านบัวกางบึง |
|
งานสงกรานต์ของที่นี่มีขบวนแห่ใหญ่ในบ่ายวันที่ 15 จุดเด่นอยู่ที่ ปู่เยอ-ย่าเยอ
เป็นความเชื่อของคนลาวว่าในอดีตเมื่อครั้งกำเนิดโลก ปู่เยอ-ย่าเยอ เป็นต้นกำเนิดของมนุษย์
(เหมือนอดัมกับอีฟนั่นล่ะ) นอกจากนี้ในขบวนก็จะมีขบวนพระสงฆ์, โขน, ชาวเผ่าต่างๆ,
นางรำ และที่ขาดไม่ได้คือ นางสงกรานต์ ที่นี่เรียกงานสงกรานต์ว่า สังขาร
ดังนั้น นางสงกรานต์จึงถูกเรียกว่า นางสังขาร เหมือนกัน ขบวนนางสงกรานต์ปีนี้น่ารักทุกคนเลย
นักท่องเที่ยวถ่ายภาพกันใหญ่ นางสงกรานต์ปีนี้ขี่ควาย นู้ก็มาคุยให้ฟังทีหลังว่าคนที่ขี่ควายเป็นเพื่อนเขาเอง
(ไม่ใช่ควายจริงหรอกนะ เป็นของปลอมน่ะ) เมื่อขบวนมาถึงวัดแล้ว นางสงกรานต์ก็จะเริ่มสรงน้ำพระ
เสร็จแล้วพระจึงเข้าโบสถ์ จากนั้นปู่เยอ-ย่าเยอและสิงโต ก็จะมาทำพิธีหน้าโบสถ์ด้วย
ผู้คนถ่ายรูปกันใหญ่เลย
แต่คนที่ถูกถ่ายภาพมากที่สุดคือนางสงกรานต์เด็ก ด้วยความน่ารักจึงถูกถ่ายภาพเยอะมาก
แต่เนื่องจากอากาศร้อน เด็กๆเลยเริ่มหน้างอ บางคนถึงกับกลัวการถ่ายรูปไปเลยเพราะพอขอถ่ายรูปก็รีบหลบหลังแม่ทันที
แต่บางคนถึงจะเหนื่อยจะร้อนแค่ไหนก็โพสต์ท่าสวยยิ้มสู้ สมกับเป็นนางงามจริงๆ
โดยแต่ละคนก็จะมีแม่เป็นพี่เลี้ยงคอยกางร่มให้ตลอดเวลา
เช้าวันที่
16 ซึ่งเป็นงานบุญใหญ่ จะมีงานตักบาตรข้าวเหนียวอันเลื่องชื่อของหลวงพระบาง
นักท่องเที่ยวไม่ว่าจะชาติใดก็พร้อมใจกันใส่บาตรร่วมกัน บางคนถึงกับนุ่งซิ่นออกมาใส่บาตรเลยก็มี
กี้บอกว่าการตักบาตรที่นี่นิยมใส่ข้าวเหนียวและอาหารสด(ประเภทที่กินได้เลย)
ส่วนอาหารแห้งที่ใส่ก็มีแค่มาม่าเท่านั้น การใส่บาตรที่นี่ขาดไม่ได้เลยคือข้าวเหนียว
ตอนแรกเกือบไม่มีข้าวเหนียวใส่ เพราะน้องคนที่เราให้หุงข้าวให้ทำยังไม่เสร็จ
พวกเราเลยต้องไปดักที่หน้าวัด สักพักข้าวเหนียวจึงตามมา พระที่มารับบาตรมีประมาณ
2000-3000 รูปแต่ไม่ได้มาพร้อมกันหมด จะทยอยมาทีละขบวน แยกไปตามจุดต่างๆของเมือง
เวลาใส่บาตรผู้ชายต้องยืนใส่ ส่วนผู้หญิงจะนั่ง แต่ข้าวเหนียวจะใส่บาตรหมดไม่ได้ต้องเหลือไว้ประมาณเท่าไข่ไก่
(แต่บางคนเอามาทั้งกระติ๊บเลย) เพื่อเอาไปวางไว้ตามบันไดวัด เชื่อกันว่าเป็นการถวายให้เทวดาอารักษ์ที่วัด
และต้องเดินขึ้นพระธาตุพูสีเพื่อปาข้าวเหนียวให้ติดพระธาตุด้วย แต่เนื่องจากว่าพวกเราทั้ง
8 เหนื่อยมากเดินไม่ไหว เลยได้แต่เอาข้าวเหนียวไปวางตามบันไดวัดเท่านั้น
ใส่บาตรเอาฤกษ์เอาชัยปีใหม่แล้ว
ก็เตรียมตัวกลับบ้าน ก่อนกลับไม่ลืมที่จะแวะไปที่ร้านบัวกางบึง เป็นร้านของคนไทยไปเปิดที่หลวงพระบาง
เจ้าของร้านชื่อพี่แรก แต่เดิมไปทำวิทยานิพนธ์ที่หลวงพระบาง แล้วเกิดติดใจจึงมาตั้งรกรากที่นี่ซะเลย
ที่นี่แหล่ะที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของพวกเราเวลาคิดถึงอาหารไทย ตลอด 3
วันที่อยู่ที่หลวงพระบาง
และแล้วก็ถึงเวลาลาจาก
ตลอด 6 วัน 5 คืนที่อยู่หลวงพระบาง พวกเราได้เรียนรู้ในการมีเพื่อนใหม่
วัฒนธรรมใหม่ สิ่งแวดล้อมใหม่ แม้จะอยู่ไม่นาน แต่ก็ประทับใจในความมีน้ำใจของผู้คน
ศิลปวัฒนธรรมสวยงามมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและมีเสน่ห์ ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้มาเยือน
สิ่งสำคัญที่ทำให้เอกลักษณ์นี้คงอยู่ได้ คือคนในชาติร่วมกันรักษาไว้
และสืบทอดต่อๆกันมานานแสนนาน |
|
|
|
|
|
|
|
|
|